ดูบทความชาติภูมิ

ชาติภูมิ

นามเดิม ทอง นามสกุล พรหมมเสน

เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๔๖๖

ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีกุน

ณ วัดบ้านแอ่น อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

พระเดชพระคุณหลวงปู่ สืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนางใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ล้นเกล้า
รัชกาลที่ ๖ บ้านเดิมของคุณปู่อยู่ที่อำเภอโคกปีบ จังหวัดปราจีนบุรี  คุณปู่มียศเป็น “ขุน” นามว่า ขุนต่างใจ พรหมเสนเป็นบุตรคนรอง ในท่านพระยาพิพิธเสนา (ชื่น  พรหมเสน) ทหารรักษาพระองค์ กับคุณหญิงพิพิธเสนา (บุญรอด พรหมเสน)

 

     

กล่าวถึง ขุนต่างใจ

เมื่อเติบใหญ่ได้เข้ารับราชการเป็น นายท้ายเรือพระที่นั่งของพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๖ ได้ล่องเรือมาตามลำนํ้าแม่ปิง แวะเทียบท่าที่หมู่บ้านนาแก่ง ตำบลบ้านแอ่น อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ จนได้รู้จักรักชอบกับสาวชาวบ้านนาแก่งนั้นนามว่า “จันตา” ภายหลังได้สมรส มีบุตรธิดาด้วยกัน ๓ คนคือ
๑. นายใจ พรหมเสน 
๒. นายทา พรหมเสน
๓. นางเต็ม พรหมเสน

คุณปู่ต่างใจ  และคุณย่าจันตาได้เลี้ยงดูบุตรธิดาเป็นอย่างดีจนกระทั่งลูกๆ เติบใหญ่ถึงวัยออกเรือน นายทา พรหมเสน ได้ชอบพอกับหญิงสาวนามว่า “แต้ม” และภายหลังได้สมรส มีบุตรธิดาด้วยกัน ๖ คนคือ

นางแพง พรหมเสน (ถึงแก่กรรมแล้ว)
นายดอกคำ พรหมเสน (ถึงแก่กรรมแล้ว)
นายผง พรหมเสน (ถึงแก่กรรมแล้ว)
นายแปง พรหมเสน (ถึงแก่กรรมแล้ว)
พระเดชพระคุณหลวงปู่พระพรหมมงคล วิ.
(หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล พรหมเสน)
ด.ญ.ตุ้ม พรหมเสน (ถึงแก่กรรมตั้งแต่เยาว์วัย)

ต่อมาเมื่อแม่แต้ม พรหมเสนได้เสียชีวิต พ่อทา พรหมเสนจึงได้สมรสใหม่กับสาวชาวบ้านนาแก่งมีบุตรด้วยกัน ๑ คนคือ
นายโทน พรหมเสน

 

 มีใจเมตตา

 

 คุณธรรมแห่งความกตัญญูรู้คุณท่าน

เด็กชายทองเป็นผู้มีจิตเมตตาโอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือผู้อื่นแม้แต่กระทั่งสัตว์เดรัจฉานสมัยหนึ่งท่านเห็นเพื่อนๆ กำลังจับปลาในหนองน้ำ โดยการใช้ดินเหนียวมาทำคันกั้นน้ำแล้วใช้รากไม้มาเบื่อปลาให้เมา ท่านกลัวปลาจะตายจึงคิดหาอุบาย โดยแกล้งร้องตะโกนว่า ปลิงเกาะๆ ขึ้นชื่อว่าปลิงแล้ว เด็กๆ ไม่ว่าหญิงหรือชายต่างกลัวมันดูดเลือดทั้งนั้น แม้มันยังไม่ทันดูดเลือด ก็ยังรู้สึกขยะแขยง พวกเด็กๆ จึงพากันวิ่งหนีจนเหยียบคันดินเหนียวพังปลาจึงรอดชีวิตไปได้ อีกครั้งหนึ่งพี่ชายชวนไปทอดแหที่ห้วยแม่งูด ได้ชวนเด็กชายทองไปด้วย

ตอนนั้นท่านอายุประมาณ ๗ ขวบ เมื่อพี่ชายชวนไปก็ไปตามแต่ว่าท่านนั่งรอพี่ชายอยู่ที่ใต้ต้นข่อย ใจของท่านอยากจะช่วยปลาแต่ก็ไม่สามารถห้ามพี่ชายได้ ในขณะที่พี่ชายกำลังทอดแห ท่านก็เลยสวดบท อิติปิ โส ไล่ไปจนจบ แล้วท่องซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้นแหละ จนพี่ชายขึ้นฝั่งและเรียกท่านกลับบ้าน ท่านก็ถามด้วยความสงสัยว่า

“ทำไมวันนี้ถึงรีบกลับบ้าน” เพราะปกติพี่ชายจะทอดแหนาน พี่ชายเลยบอกว่า “เพราะท่านนี่แหละ สวด อิติปิ โส จึงทำให้ไม่ได้ปลาเลยแม้แต่ตัวเดียว”

เด็กชายทองอยู่ใกล้ชิดกับคุณแม่มาก ชอบช่วยแม่ทำงานบ้านแทบทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ แทนที่มีเวลาว่าง จะไปเที่ยวเล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆ ท่านจะใช้เวลาทำงาน ตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ ไม่รังเกียจแม้กระทั่งเหลาไม้ชำระให้แม่ เป็นผู้มีแววกตัญญูมาตั้งแต่เป็นเด็กๆ

 

“ประมาณอายุ ๗ ปี อาจารย์ไปแป๋งไม้แก้ง
(ไม้ชำระ) ฮื้อแม่ ประมาณละอ่อน น่ะนึกได้
เขาไปส่อ (ฟ้อง) ฮื้อป้อของเฮาฟัง เฮาก็มานึกถึงความดีของตัวเก่า ก็ดีใจว่าเฮาเป๋น ละอ่อน (เด็ก)
มีความคิดมาตั้งแต่หน้อย”

ประสบเหตุ
ชีวิตในวัยเด็กของเด็กชายทองต้องประสบเหตุการณ์ที่เกือบคร่าชีวิตถึง ๓ ครั้ง พ.ศ. ๒๔๖๙ เด็กชายทอง อายุ ๓ ขวบ
ไปอาบน้ำกับคุณแม่ที่ท่าน้ำ เกิดพลัดตกลงไปในนํ้า แต่โชคดีที่คุณแม่ช่วยไว้ได้ทัน นี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกือบคร่าชีวิต
ของเด็กชายทอง ครั้งที่ ๑

พ.ศ. ๒๔๗๐ อายุ ๔ ขวบ คุณพ่อพาลงแพไปกับพวกพี่ๆ เพื่อไปหาซื้อเรือนไม้แถวบ้านหางดง ขณะที่คุณพ่อขึ้นไปเจรจาตกลงซื้อขายบ้าน ปล่อยให้ลูกๆ คอยอยู่ในเรือ พวกเด็กๆ ก็พากันกระโดดเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน แล้วพวกพี่ๆ ก็เรียกเด็กชายทองให้ลงเล่นด้วยแต่เด็กชายทองไม่กล้า พี่จึงบอกว่า กระโดดลงมาเลย พอกระโดดลงไปก็จมหายไปในน้ำ แต่ดีที่พวกพี่ๆ ช่วยไว้ได้ทัน นี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกือบคร่าชีวิตของเด็กชายทอง ครั้งที่ ๒

พ.ศ. ๒๔๗๕ อายุ ๙ ขวบ เมื่อคุณพ่อพานั่งเรือไปหาซื้อข้าวเหนียวพอไปถึงปากทางที่แม่น้ำแม่แจ่มบรรจบกับแม่นํ้าแม่ปิง (ตรงกับวัดปัญญาวุธาราม (สันกู่) ตำบลหางดง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ในปัจจุบันนี้) เด็กชายทองนั่งทางหัวเรือ อยากเปลี่ยนไปนั่งทางท้ายแต่ความซุกซนตามประสาเด็ก เมื่อเห็นน้ำบริเวณนั้นมีสีขุ่นก็เข้าใจว่าน้ำตื้น คงพอเดินลุยแล้วไปขึ้นด้านท้ายได้จึงกระโดดลงไป ปรากฏว่านํ้าลึกมากจึงจมลงไป โชคดีที่นายสุขคนถ่อเรือกระโดดลงไปช่วยไว้ทัน

 

มีใจใคร่บรรพชา พ.ศ.๒๔๗๒ - ๒๔๗๓

จากภาพ

พระคำ คมฺภีโร (ครูบาคัมภีระ)
พระพรหมา พฺรหฺมจกฺโก
(หลวงปู่ครูบาพรหมจักรรักษา)
พระน้อย (อินถา) อินฺทจกฺโก
(หลวงปู่ครูบาอินทรจักรรักษา)
พระเป็ง โพธิโก 


ท่านอายุได้ ๖-๗ ขวบ ฝันเห็นพระพุทธรูปยิ้มแล้วตัวของท่านเองก็ล่องลอยขึ้นไป ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจิตใจของท่านก็นึกชอบชีวิตในร่มผ้ากาสาวพัสตร์  ชอบนำผ้าของแม่มานุ่งห่มเป็นจีวรเสมือนพระ  ประกอบกับในช่วงเวลานั้นมีพระภิกษุกลุ่มหนึ่งผู้มีจริยวัตรอันงดงาม ออกเดินธุดงค์ตามป่าเขา ชาวบ้านที่พบเห็นต่างเลื่อมใสศรัทธา ครั้นกลุ่มพระธุดงค์นั้นเดินทางผ่านไปยังหมู่บ้านนาแก่ง  ชาวบ้านที่รู้ข่าวต่างก็รีบไปทำบุญใส่บาตรและฟังธรรมเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในจริยวัตรและวัตรปฏิบัติ รู้สึกเคารพในพระภิกษุกลุ่มนั้น หลังจากที่กลับมาจากการทำบุญชาวบ้านก็คุยกันถึงเรื่องของพระภิกษุกลุ่มนั้น ทำให้เด็กชายทองได้ยินถึงเรื่องราวของพระภิกษุที่ตั้งใจปฏิบัติขัดเกลาตัวเอง หลีกเร้นออกจากที่ๆ วุ่นวายแสวงหาที่อันสงบ พระภิกษุกลุ่มนั้นได้แก่ พระเป็ง โพธิโก พระพรหมา พฺรหฺมจกฺโก (หลวงปู่ครูบาพรหมจักรรักษา) พระน้อย (อินถา) อินฺทจกฺโก (หลวงปู่ครูบาอินทรจักรรักษา) และพระคำ คมฺภีโร (ครูบาคัมภีระ) 

ตามประวัติของครูบาทั้ง  ๔  ช่วงเวลา ใน  ปี พ.ศ. ๒๔๗๐-๒๔๗๓ เส้นทางของการออกธุดงค์ ของท่านจะอยู่ในบริเวณ จ.ตาก อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน และ อ.ฮอด อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ - ๒๔๗๘ เป็นช่วงเวลาที่จำพรรษาอยู่ที่ประเทศเมียนมาร์จึง สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นช่วงปี ๒๔๗๐ - ๒๔๗๓  ซึ่งขณะนั้น ท่านอายุได้ประมาณ ๖ - ๗ ขวบ และต่อมาหลังจากที่หลวงปู่บวชแล้ว ท่านได้ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์เรียนพระกัมมัฏฐานกับครูบาทั้ง ๓ ท่าน คือครูบาพรหมา ครูบาอินทจักร และครูบาคัมภีระ

หลวงปู่เล่าว่า “ครูบาทั้ง ๔ นั้นเดินทางขึ้นไปเพื่อนมัสการพระบรมธาตุเจ้าดอยเกิ้ง ถึงกลางทางเกิดฝนตกหนัก ครูบาทั้ง ๔ จึงนำผ้าสังฆาฏิมาขึงแล้วก็เข้าไปหลบฝนภายใต้ผ้าสังฆาฏินั่นแหละผ้าผืนเดียวแต่ต้องเข้าไปหลบฝนถึง ๔ รูป” ด้วยเหตุนั้นเอง ความรู้สึกชอบใจในพระสงฆ์และพระพุทธศาสนา จึงเริ่มปลูกฝังลงในจิตใจของท่านตั้งแต่บัดนั้นมา โดยคิดว่าโตขึ้นถ้าได้บวชจะต้องปฏิบัติตนเช่นพระภิกษุที่ได้พบเห็นในวันนี้

 

 

ข้อมูลมาจากหนังสือ : สิริมงฺคมหาเถร (หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล)

 

27 มกราคม 2562

ผู้ชม 91 ครั้ง