ดูบทความพระทักขิณโมลีธาต

พระทักขิณโมลีธาต

  



องค์พระบรมธาตุองค์นี้เป็นพระบรมสารีริกธาตุขนาดใหญ่ โตเท่าเมล็ดถั่วเขียว หรือเมล็ด ข้าวโพด สัณฐานกลมเกลี้ยง สีดอกพิกุลแห้งหรือ
คล้ายทองดอกบวบ  สีพระบรมธาตุองค์นี้  นับว่า  แปลกประหลาด เพราะเมื่อดูขณะหนึ่ง เป็นสีหนึ่ง เมื่อดูอีกในขณะอื่นจะกลายเป็นอีกสีหนึ่งไป
แม้แต่ผู้ที่ไปเห็นมาด้วยกันก็เห็นสีไม่เหมือนกัน  บางคนก็บอกว่าเป็นสีขาว บางคนก็ว่าเป็นสีเหลือง  ตามความสังเกต  ของผู้ใกล้ชิด เมื่อเราดูอยู่ห่างๆ
  จะเห็นเป็นสีเหลืองคล้ายทองคำถ้าดูใกล้ๆก็จะเป็นสีขาวหม่นมีปรากฏและเป็นที่เล่าขานกันสืบๆ กันมาว่าพระบรมธาตุองค์นี้มีอภินิหารสำคัญยิ่งกล่าวคือ
เมื่อวันพระ๘ – ๑๕ ค่ำ ตอนกลางคืน มักจะมีแสงสว่างแปลกประหลาดผุดพุ่งขึ้นข้างบน ฉวัดเฉวียนไปมา แต่ก็ไม่ได้มีเกิดขึ้นเสมอทุกวันพระ


ตามธรรมเนียมของกษัตริย์ล้านนา ที่ถือกันเป็นพระราชประเพณีนิยมคือการบูชาพระบรมธาตุ
ตามที่ปรากฏในหลักฐานต่างๆ ทั้งตำนาน และจารึก กล่าวว่า

เมื่อการปลูกสร้างพระวิหารและปราสาทสำเร็จบริบูรณ์แล้ว พระเถระจึงไปทูลเกล้าถวายพระพรให้เจ้าผู้ครองนครทราบ พระเมืองแก้ว  เจ้าผู้ครองนคร
มีใจยินดีมากนัก  จึงรับสั่งให้สุวรรณช่างทอง สร้างโกศทองคำนาำหนักได้  ๕๖๐  คำ เพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุ และพร้อมด้วยพระเถรานุเถระ
เสนาอำมาตย์ชาวบ้านชาวเมืองออกไปทำมหกรรมการฉลองเป็นมหาปางใหญ่แล้วเชิญพระบรมธาตุ เจ้าเข้าไว้ในโกศทองคำ ตั้งไว้ภายในปราสาทนั้นแล้ว
ทรงปลงพระราชทานวัตถุไทยทานและเครื่อง แห่ไว้กับพระบรมธาตุเจ้าเป็นอันมากและ  ถวายข้าคน  ไร่นาคามเขต ป่า ที่ดิน ย่านน้ำ ไว้สำหรับให้
ปฏิบัติรักษาทำนุบำรุงพระบรมธาตุเจ้าให้เจริญถาวรต่อไปตลอด ๕,๐๐๐ วัสสา” (ตำนานพระบรมธาตุ)

ในศิลาจารึกพระยาหลวงวชิรปราการ ได้กล่าวถึง

“เถิงปีเปิกเส็ด ศักราช ๑๑๔๐ ตัว เจ้าแผ่นดินเชียงใหม่ได้ชื่อว่า พระยาหลวงวชิรปราการ กำแพงเพก มีใจเลื่อมใสในวรพุทธศาสนา
มีคำรำเพิงเถิง พระมหาชินธาตุเจ้าองค์ประเสริฐ อันพระพุทธเจ้าได้ฐาปนาทำนายไว้ในที่นี้ตราบ ๕๐๐๐ พระวัสสา
ลวดเป็นอันตรอันตรายกลับหายเสียในปีกดยี ศักราช ๑๑๓๒ ตัว นั้น นานได้ ๙ ปีแล้ว จิ่งมีศรัทธาหื้อสุวรรณการช่างคำ
ทั้งหลายสร้างแปงยังโกศเงินแลโกศคำหื้อเป็นที่สำาราญแก่พระมหาชินธาตุเจ้าองค์ประเสริฐแล้วบัวรมวร
จิ่งหื้อเสนาอามาตย์ทั้งหลายหมายมีพระมหาวิเศษแล พระมหาพิไชยแลหา (ญ) ม้างเมกทั้งชาวเจ้าทั้งหลาย ๑๒ ตนมี
สาธุเจ้าพุทธวงศ์ ภิกขุตนเป็นเจ้าอาวาสเป็นอาทิ มา (อา) ราธนายังพระมหาชินธาตุเจ้าตามโบราณาจาริยวาทเป็นปฐมหัวที”

(จำรึกพระยำหลวงวชิรปรำกำร, ชม. ๑๙ จำรึกพระยำหลวงวชิรปรำกำร พ.ศ. ๒๓๒๒,อักษรธรรมล้านนา)

ตำนานพระบรมธาตุจอมทอง ยังได้กล่าวถึง เจ้าสุภัทระคำฝั้น ให้เอาทองออกสร้างโกศสำหรับ บรรจุพระบรมธาตุเจ้าจอมทอง สิ้นทอง ๒๒๒ คำ
และสร้างโกศเงินบรรจุพระบรมธาตุสิ้นเงิน ๘๐๐ ดอก แล้วอัญเชิญพระบรมธาตุเจ้าให้เข้าไปโปรดเมตตาในเมืองเชียงใหม่ เมื่อปีจุลศักราช ๑๑๘๖ (พ.ศ. ๒๓๖๘)


ปัจจุบัน พระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานไว้ในโกศ ๗ ชั้น ดังนี้ 

เดิมโกศที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ มี ๕ ชั้น คือ  ชั้นที่ ๑ เป็นโกศเงินสัณฐานกลม  กว้าง ๑ ศอก สูง ๑ เมตร  ชั้นที่ ๒ โกศทองเหลืองหล่อปิดทองสัณฐานกลม 
กว้าง ๑๐ นิ้ว สูง ๑ ศอก ชั้น ๓ ผอบเงิน ชั้นที่ ๔ ผอบทองคำลงยา ประดับเพชร น้ำหนัก ๔๑ กรัม ชั้นที่ ๕ ผอบทองคำเกลี้ยง หนัก ๑๖ กรัม ขนาดเท่าผลมะยมเขื่องๆ
(ตำนานพระบรมธาตุจอมทอง, วัดพระธาตุศรีจอมทอง เชียงใหม่,
พิมพ์ครั้งที่ ๔, โรงพิมพ์พระจันทร์ ท่าพระจันทร์, พระนคร, ๒๔๙๒, หน้า ๒.)

ชั้นที่ ๑

โกศเงินมีสัณฐานกลม กว้าง ๑ ศอก
สูง  ๑  เมตร  ตั้งอยู่บนแท่นภายใน
มณฑปปราสาท จารึกใต้ฐาน
ระบุว่าถวายไว้ ประมาณปี พ.ศ. ๒๓๙๓

 

ชั้นที่ ๒

โกศทองเหลืองหล่อปิดด้วย
ทองคำมีสัณฐาน  กลมกว้าง
๑๐  นิ้วสูง  ๑  ศอก เดิมเป็น
ยอดเงินแล้วต่อมาได้ทำยอด
ทองคำประดับด้วย   อัญมณี

 

 


ชั้นที่ ๓
ผอบเงิน ใต้ฐานจารึกว่า
ศรัทธานายติ๊บ นางบัวลอย ฝั้นใหม่
ถวายพระธาตุเจ้า พ.ศ. ๒๔๕๕
 ชั้นที่ ๔
เป็นกระบอกทำด้วยงาช้าง สูงประมาณ ๒ นิ้ว
เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ ๑/๒ นิ้ว โดยมีเหรียญทองคำแท้
ฝังเพชร แท้ เหรียญละ ๙ เม็ด จำนวน ๓ เหรียญ
  เพื่อใช้บรรจุไว้ ใต้ฐานผอบ ทั้ง ๓ ชั้น
สร้างถวายโดย
พระธรรมมังคลาจารย์ วิ.
และพระศรีศิลปาจารย์พร้อม
คณะศิษยานุศิษย์
 ชั้นที่ ๕
ผอบทองคำลงยา ประดับเพชร หนัก ๔ บาท
ของเจ้าดารารัศมี พระราชชายา
ในรัชกาลที่ ๕ ถวาย พ.ศ. ๒๔๖๕
ชั้นที่ ๖
กระบอกทองคำเกลี้ยงสูง ๑ นิ้วเส้นผ่า
ศูนย์กลางประมาณ ๑
นิ้วจารึกใต้ฐานระบุ ปี พ.ศ. ๒๔๙๗
ชั้นที่ ๗
อบทองคำเกลี้ยงหนัก ๑๖ บาท
มีขนาดเท่าผลมะยมลูกใหญ่

ซึ่งเป็นชั้นที่พระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู

 

 

 

 

 

04 มกราคม 2562

ผู้ชม 81 ครั้ง